November 13, 2022

10 วิธีเขียนบทความ SEO [ฉบับเข้าใจง่าย]

แน่นอน วิธีเขียนบทความ ที่เป็นมิตรกับ SEO ต้องเริ่มต้นด้วยความช่วยเหลือจากผู้เขียน มันไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของนักการตลาด (เพราะนักการตลาดอาจจะรู้ SEO แต่อาจจะเขียนไม่เก่งเหมือนนักเขียน)

ในฐานะนักเขียนออนไลน์ SEO เป็นหนึ่งในสิ่งที่คุณต้องเรียนรู้ เพราะมันจะช่วยในการเขียนเวิร์กโฟลว์ในโลกดิจิทัล ลองนึกดูว่างานเขียนของเราสามารถติดอันดับในเครื่องมือค้นหาของ Google ได้กี่ครั้ง ในแง่หนึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับไซต์ และ SEO โดยทั่วไป และในทางกลับกันเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจใช่ไหม

อยากเริ่มต้นเขียนบทความ SEO แล้ว ต้องรู้อะไรบ้าง?

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักเขียนหรือคนที่สร้างบล็อกของคุณเอง เคล็ดลับการเขียนบทความ SEO ด้านล่างนี้จะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณรวบรวมข้อมูลไปที่หน้าแรกได้อย่างแน่นอน

10 วิธีเขียนบทความ SEO

1. ใช้แพลตฟอร์ม CMS ที่เป็นมิตรกับการค้นหา

ไม่ว่าเราจะวางแผนสร้างเว็บไซต์ใหม่เป็นธุรกิจหรือเป็นงานอดิเรก เราต้องการระบบจัดการเนื้อหา (CMS = Content Management System ) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบนเว็บที่ช่วยให้เราสร้างและจัดการเนื้อหาบนเว็บไซต์ของเราได้ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องเลือกแพลตฟอร์มและวางแผนที่จะเลือก CSM ที่เป็นมิตรกับ SEO

ดังนั้น seo-threemarketing.com จึงแนะนำ 10 วิธีการเขียนบทความ SEO WordPress ซึ่งเราสามารถติดตั้ง และใช้งานได้ฟรี ง่ายต่อการใช้ หากคุณต้องการโฮสติ้งระดับพรีเมียมสำหรับเวิร์ดเพรสและราคาไม่แพง เราขอแนะนำ Hostatom ทีมสนับสนุนเป็นเลิศและที่สำคัญที่สุดคือราคาไม่แพง สำหรับผู้เริ่มต้น

ใช้ WordPress

รูปภาพอ้างอิง : WordPress

ทำไมต้องเลือก WordPress ?

  • ใช้สร้างเว็บไซต์ได้ง่าย แทบไม่ต้องมีความรู้ด้านการเขียนโค้ด
  • อัพเดตข้อมูล เพิ่มเติมหน้าเว็บไซต์ต่างๆ ได้อย่างอย่างสะดวก
  • มี Theme สำเร็จรูปให้เลือกหลากหลายแบบและสวยงาม
  • โครงสร้างเว็บไซต์เป็นมิตรกับ Google เหมาะต่อการทำ SEO
  • จัดการ Metadata ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของ การทำ SEO ได้อย่างสะดวก
  • สร้าง Permalinks กำหนด URL ให้เป็นมิตรกับ SEO ได้ไม่ยุ่งยาก
  • ช่วยปรับแต่งขนาดรูปภาพบนเว็บไซต์ได้อย่างอัตโนมัติ
  • มี Plugin ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO
  • เชื่อมต่อกับ Social Media และกำหนดการแสดงผลได้อย่างสะดวก
  • มีการอัพเดตสม่ำเสมอและมีความปลอดภัยค่อนข้างสูง

2. เร่งความเร็วเว็บไซต์ของเรา

เราทราบหรือไม่ว่าผู้เยี่ยมชม 40% ผลักดันหน้าเว็บที่ใช้เวลานานกว่า 3 วินาทีในการโหลด ความเร็วเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเว็บไซต์ ที่สำคัญ ตอนนี้ Google ได้กำหนดให้เป็นปัจจัยในการจัดอันดับที่มีอิทธิพลอย่างมาก และเว็บไซต์มักจะโหลดช้า ซึ่งจะทำให้เราเสียโอกาสในการเข้าชมเว็บไซต์และออกจากเว็บไซต์ทันที ในอัตราที่สูงกว่าการดูหน้าอื่นๆ ภายในเว็บไซต์เดียวกัน เครื่องมือค้นหาของ Google เลือกใช้อัตราตีกลับที่เพิ่มขึ้นและอัตราการรวบรวมข้อมูลที่ต่ำลง ข้อเสียคืออันดับของเราลดลงเช่นกัน

เราจะปรับปรุงความเร็วของหน้าเว็บได้อย่างไร?

ขั้นแรกเราไปที่เครื่องมือเช่น GTmetrix หรือ Page Speed ​​​​Insights เพื่อดูว่าใช้เวลานานเท่าใดในการโหลดเว็บไซต์ไปยังหน้าแรก ได้เวลาเพิ่มประสิทธิภาพแล้ว เราควรปรับปรุงอะไรเพื่อเพิ่มความเร็วของเว็บไซต์ของเรา

  • ย้ายเว็บไซต์ของเราไปยังโฮสต์
  • เลือกธีมเว็บไซต์ที่รวดเร็ว และมีน้ำหนักเบา
  • ปรับขนาดของรูปภาพบนเว็บไซต์ของเราให้เหมาะสม
  • ลดจำนวนปลั๊กอินที่ไม่มีความจำเป็น
  • ใช้การแคชเว็บไซต์
  1. เปิด Chrome ในคอมพิวเตอร์
  2. ที่ด้านขวาบน ให้คลิกเพิ่มเติม
  3. คลิกเครื่องมือเพิ่มเติม ล้างข้อมูลการท่องเว็บ
  4. เลือกช่วงเวลาจากด้านบน หากต้องการลบทุกอย่าง ให้เลือกตั้งแต่เริ่มต้น
  5. เลือกช่องข้างๆ "คุกกี้และข้อมูลเว็บไซต์อื่นๆ" และ "รูปภาพและไฟล์ที่แคชไว้"
  6. คลิกล้างข้อมูล
  • ลดจำนวนไฟล์ JavaScript และ CSS
  • ลดการเปลี่ยนเส้นทาง

เมื่อเรากำหนดค่าปลั๊กอินและปรับแต่งเว็บไซต์ของเราแล้ว ได้เวลากลับมาเยี่ยมชมการทดสอบความเร็วเว็บไซต์ของเราอีกครั้ง ดูว่าเว็บไซต์ของเรามีการปรับปรุง คุณได้รับผลลัพธ์ที่ต้องการหรือไม่? ความเร็วเพิ่มขึ้นหรือไม่?

เร่งความเร็วเว็บไซต์

3. เลือกใช้ธีมที่เหมาะกับมือถือ

เหตุผลง่ายๆ ณ วันนี้ การบริโภคเนื้อหาออนไลน์มากกว่า 85% เกิดขึ้นบนอุปกรณ์มือถือ และ 70% ของผู้ซื้อกำลังซื้อของบนเว็บไซต์ที่ถูกต้อง ใช้อุปกรณ์พกพา ดังนั้น ตอนนี้ Google จะจัดอันดับผลการค้นหาจากการค้นหาบนมือถือเป็นปัจจัยแรก การออกแบบที่ตอบสนองตามอุปกรณ์สำหรับเว็บไซต์ที่เหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่นั้นดีที่สุด และทำให้เว็บไซต์ของเรานั้นสามารถมองเห็นได้จากทุกอุปกรณ์ (มือถือ แท็บเล็ต หรือ คอมพิวเตอร์)

เลือกใช้ธีมที่เหมาะกับมือถือ

รูปภาพอ้างอิง : ทดสอบความเหมาะสมกับมือถือ

หากต้องการตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของเรานั้นเหมาะกับอุปกรณ์เคลื่อนที่แล้วหรือไม่ เรามีเครื่องมือแนะนำ

4. ติดตั้ง XML Sitemap

ติดตั้ง XML Sitemap

แผนผังไซต์ XML คือ ทำหน้าที่เป็นตัวนำทางบนเว็บไซต์ ซึ่งจะนำ Google ไปสู่หน้าเว็บที่สำคัญทั้งหมดของคุณ, แผนผังไซต์ จึงมีความสำคัญกับ SEO เพราะช่วยให้ กูเกิล ค้นหาหน้าเว็บที่สำคัญของคุณได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะอธิบายให้คุณเข้าถึงสิ่งที่ แผนผังไซต์ เป็น และประโยชน์ของมันที่มีต่อเว็บไซต์ของเรา เมื่อคุณต้องการให้ Google รวบรวมข้อมูลทุกหน้าที่สำคัญของเว็บไซต์ แต่บางครั้งไม่มี Link ภายในที่ชี้ไปยังหน้าเว็บเหล่านั้นเลย จึงทำให้ยากต่อการค้นหา, XML Sitemap จึงเข้ามาช่วยในจุดนี้ ด้วยการเป็น ไฟล์ที่รวบรวม Link หน้าเว็บทั้งหมด บนเว็บไซต์ของคุณเอาไว้ แสดงออกมาในรูปแบบสารบัญ Link เพื่อให้ บอท สามารถเข้ามารวบรวมข้อมูลจากหน้าเว็บสำคัญของคุณได้อย่างสะดวกและง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บไซต์ของคุณได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

5. Research Keywords และเน้นการใช้ Long Tail Keywords

Long Tail Keywords คือ กลุ่มคำ หรือวลีมากกว่าสองคำขึ้นไป ที่มีความเจาะจงถึงแบรนด์ สินค้า และ บริการ ตัวแคมเปญ หรือ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ และ ยอดมีการค้นหา หรือ Search Volume ค่อนข้างต่ำกว่า Keywords แบบสั้นๆ โดยประกอบไปด้วยการรวมกลุ่มของ

  • Short Keyword คีย์เวิร์ดที่เป็นที่นิยมในการค้นหาหลายๆ Keywords รวมกัน
  • วลีประโยค

วิธีการหา Long Tail Keywords

การหา Long Tail Keywords แบบที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือแบบง่ายๆ วิธีแรก คือ การพิมพ์สิ่งที่คุณพิมพ์คีย์เวิร์ด หรือสิ่งที่อย่างรู้ลงใน Google เราก็จะเห็นว่า Google นั้น แนะนำคำที่กำลังเป็นที่นิยมในการค้นหานั้นๆ ขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ทำให้เราสามารถเห็นได้ว่าคีย์เวิร์ด หรือคำที่ถูกค้นหาในรูปแบบไหนที่คนนิยมใช้ และสามารถนำมาปรับให้ใช้ได้กับการทำ Long Tail Keywords ในกับสินค้า และ บริการของเรา

Research Keyword

เมื่อเราใส่ Keywords และได้ทำการค้นหาแล้ว ในหน้าแรกของ Google นั้น ทำให้เห็นอีกเช่นกันว่าเราสามารถทำไอเดียการหา Long Tail Keywords จากฟีเจอร์ People also ask และ Search related หรือ สิ่งที่ Google แนะนำว่าอาจจะใกล้เคียงกับสิ่งผู้ใช้งานต้องการจะหาคำตอบ โดยเราสามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปต่อยอดสำหรับการเลือก Long Tail Keywords ให้เหมาะสมกับเราได้เช่นกัน

6. เน้นการทำ เนื้อหา ที่สมบูรณ์

ความสมบูรณ์ของเนื้อหาหมายความว่าเนื้อหาควรมีมากกว่า 1,500 คำ และ Google ชอบเนื้อหาคุณภาพสูงและเนื้อหาที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับในเครื่องมือค้นหาตาม SerpIQ เนื้อหาเฉลี่ยสำหรับคำอันดับ 1 ที่ใช้ใน SEO คือ 2,416 และเนื้อหาอันดับ 10 คือ 2,032 ซึ่งหมายความว่าเพื่อให้เนื้อหาของเรามีอันดับที่หน้าแรก เนื้อหาต้องมีคุณภาพดีและจำนวนคำที่เหมาะสม สำหรับทำ SEO Ranking

แล้วการใช้เนื้อหาแบบสมบูรณ์ มีประโยชน์อย่างไร ?

  • ช่วยเพิ่มการมองเห็นของเว็บไซต์เรา
  • ช่วยให้ Google มองว่าเรามีความเป็น E-A-T ( อัลกอริทึม ของ Google Search ในการค้นหาเว็บไซต์ ที่มีคุณภาพ ) ในธุรกิจของเรา
  • ช่วยให้มีการแชร์เนื้อหาส่งต่อให้ผู้อื่นมากยิ่งขึ้น
  • ทำหน้าที่ในการสร้างลิงค์ ส่งไปยังบทความหรือเนื้อหาต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น

7. วาง Keywords ไว้ในเนื้อหาของเรา

  • Title ชื่อเรื่อง : นำ Keywords มาตั้งชื่อเรื่อง อธิบายหัวข้อหลักของหน้า และแสดงขึ้นเป็นอันดับแรกในผลการค้นหา
  • Meta description คำอธิบาย : ช่วยให้ Google ระบุความเกี่ยวข้องของเนื้อหาของเรา และช่วยให้ผู้ค้นหาตัดสินใจคลิกเนื้อหาทั้งหมดบนเว็บไซต์ของเรา การรวมคำหลักจะทำให้เนื้อหาของเราเกี่ยวข้องกับการค้นหา
  • หัวเรื่องและหัวเรื่องย่อย : ทำให้เนื้อหาของเราดูน่าสนใจ และช่วยให้ผู้เยี่ยมชมตัดสินใจความเกี่ยวข้องของเนื้อหา
  • เนื้อหา : ใช้ Keywords ของเราในประโยคที่สองและสาม เป็นอย่างน้อยในย่อหน้าแรก และกระจายไปทั่วเนื้อหาของคุณเท่าที่จำเป็น (ห้ามใส่มากจนเกินไปนะครับ) แนวทางที่ดีที่สุดคือ การใช้ Latent Semantic Indexing (LSL) แทนการใช้คีย์เวิร์ด
  • URL : Urls แปลกๆ ที่มีตัวเลข และตัวอักษรจำนวนมาก ไม่แนะนำให้ใช้ แต่ควรตั้งชื่อ URL ที่มี Keywords จะช่วยให้รู้ว่าเนื้อหา ในหน้านั้นเกี่ยวกับอะไร
  • ลิงค์:ใ ช้ Keywords LSL เป็น anchor text เพื่อให้การทำงานของเราง่ายขึ้น แนะนำให้ใช้ปลั๊กอิน Yoast SEO จะแสดงให้เห็นสิ่งที่เราต้องปรับปรุงเพื่อให้อันดับดีขึ้น
วาง Keywords

รูปภาพอ้างอิง : WordPress

8. ปรับแต่งรูปภาพของเราด้วย ข้อความ

เพิ่มประสิทธิภาพรูปภาพของเราแทน ใช้ข้อความแสดงแทนเป็นคำอธิบายของรูปภาพ แม้ว่าจุดประสงค์เดิมคือให้บริการผู้พิการทางสายตาที่ไม่สามารถอ่านภาพได้ แต่ตอนนี้มีการใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ SEO ของบทความของเรา

  • ตรวจสอบว่ารูปภาพที่เราใช้เกี่ยวข้องกับหัวข้อโพสต์
  • เปลี่ยนชื่อไฟล์จาก IMG-5198 เป็นชื่อ ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ เราสามารถใช้คีย์เวิร์ด LSI ได้หากสมเหตุสมผล
  • ใช้คีย์เวิร์ด SEO ในชื่อภาพ โดยปกติจะปรากฏขึ้นเมื่อเราวางเมาส์เหนือรูปภาพ
  • ใช้ Keywords ของเราในข้อความแสดงแทนหากรู้สึกเป็นธรรมชาติและสอดคล้องกับรูปภาพ แต่หลีกเลี่ยงการกรอก แอตทริบิวต์ alt ทั้งหมดด้วย Keywords เนื่องจากอาจทำให้เว็บไซต์ของเราถูกมองว่าเป็นสแปม
แต่งรูปภาพด้วยข้อความ

รูปภาพอ้างอิง : WordPress

9. เชื่อมโยงลิงค์ภายในเว็บไซต์

คุณต้องการเพิ่มลิงค์ภายนอกเป็นชื่อบทความใน WordPress หรือไม่? บางครั้งคุณอาจต้องการแชร์ลิงก์กับผู้ใช้ของคุณ แทนที่จะส่งไปที่โพสต์ คุณอาจต้องการให้ชื่อโพสต์เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์อื่น ในบทความนี้ เราจะแสดงวิธีเชื่อมโยงลิงก์ภายนอกจากชื่อบทความใน WordPress

ทำไม การเชื่อมโยงลิงก์ภายใน จึงมีความสำคัญ?

  • ช่วยนำทางสำหรับผู้ใช้เว็บไซต์
  • ได้จัดทำคำสั่งข้อมูลบนเว็บไซต์
  • กระจายการจัดอันดับลิงค์ทั่วทั้งเว็บไซต์

คำแนะนำคือ : การทำ anchor text จะเป็นที่รู้จักกันดีของผู้ที่ทำ SEO เพราะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างลิงก์ นั่นคือการใส่คีย์เวิร์ดลงไปในลิงก์ เช่นกันหากมีการใช้ anchor text แบบผิดๆ ก็อาจทำให้ผลของการทำ SEO เปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ รวมไปถึงอันดับในการค้นหาจาก Google อาจร่วงลงไปได้ เพราะในขณะที่ Backlink ยังมีความสำคัญอยู่เสมอ การทำ anchor text ใน SEO ก็มีความสำคัญเช่นกัน เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำและเรียนรู้ เนื่องจากว่า Search Engine Algorithms เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างมากอีกเช่นกัน เพราพในสมัยก่อน anchor text คือส่วนหนึ่งในวิธีการที่ง่ายมากที่ทำให้ Google ได้เข้าใจว่าเว็บไซต์ของเรานั้นเกี่ยวกับอะไร  แต่ปัจจุบันมี anchor text กลายเป็นวิธีตรวจหาและลงโทษ SPAM ไปซะแล้ว การนำวิธีการต่างๆ มาประยุกต์ใช้อาจเพิ่มวิธีการและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จได้มากขึ้น 

10. ปรับเปลี่ยนหรืออัพเดตเนื้อหาปัจจุบันของเรา

ปัจจุบัน เราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการ Promote เว็บไซต์ด้วยวิธีการทำ SEO นั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าถึงข้อมูลของเราได้ง่าย แล้ว SEO ที่ว่านั้นคืออะไร  SEO (Search Engine Optimization) คือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้เป็นที่นิยมกับเครื่องมือค้นหา (Search Engine) ในปัจจุบัน โดย Search Engine ชื่อดังต่างๆ ในปัจจุบันก็คือ Google, Yahoo และ Bing นั่นเอง

ในยุคการค้นหาข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยและรวดเร็ว Search Engine เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่คนกลุ่มใหญ่นิยมใช้ค้นหาสิ่งที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร สินค้า บริการต่างๆ ด้วยเหตุนี้เองแนวคิดการตลาดในการเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมากจึงทำให้ SEO เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่น่าสนใจ และสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการทำ SEO หรือการทำให้เว็บไซต์ของเรานิยมนั้นก็คือ การ Update เว็บไซต์อยู่เสมอนั่นเอง

ในการ Update เว็บไซต์บ่อยๆ นั้นจะมีผลอย่างมากในการทำ SEO ซึ่งหาก Bot เข้ามาเก็บข้อมูลในเว็บไซต์แล้วพบว่าไม่เคยอัพเดทเลย จะทำให้ Bot ลดความถี่ในการเข้ามาดูเว็บไซต์ เพราะฉะนั้นถ้ามีการ Update ข้อมูลบ่อยๆ จะทำให้ Bot รู้ว่าเว็บไซต์นี้มีการ Update ข้อมูลบ่อย และจะเข้ามาเก็บข้อมูลบ่อยตามไปด้วย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สดใหม่อยู่เสมอ 

Bot นั้นมีหน้าที่หลักๆ ก็คือการเข้าไปเก็บข้อมูลของเว็บไซต์หรือบล็อกต่างๆ เพื่อใช้ในการทำดัชนี (Index) โดยจะไต่ไปตามลิงค์ต่างๆ เหมือนกับใยแมงมุม ที่มีอยู่ในหน้าเว็บไซต์ การทำงานของ Bot นั้นจะทำการบันทึกข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับจากเว็บไซต์เข้าสู่ฐานข้อมูลของ Server Bot แต่ละตัว เพื่อใช้ในการประมวลผลและจัดอันดับตามความเหมาะสม นอกจากนี้ Bot ยังคอยเข้ามาตรวจสอบข้อมูลใหม่ๆ อีกเรื่อยๆ เพื่อทำการบันทึกข้อมูลที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงในเว็บไซต์ที่เคยบันทึกไปแล้วด้วยเช่นกัน นั่นก็แสดงว่าถ้าเรา Update ข้อมูลเว็บเราบ่อยๆ Bot มันจะเข้ามาเว็บเราบ่อยตามไปด้วยตามที่ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้น

สรุป : 10 วิธีการเขียนบทความ SEO

10 วิธีการเขียนบทความ SEO เป็นเพียง Guideline สำหรับการเขียนบทความให้มีโครงสร้างถูกต้องเท่านั้น การวางข้อมูลไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับทุกอย่างตาม Checklist ที่ผมเขียนไว้ แต่ควรใส่ให้ครบทุกอย่างที่ผมแนะนำไว้ แต่การเขียนเนื้อหาที่มีโครงสร้างถูกต้อง ไม่ใช่สิ่งการันตีว่าบทความของคุณจะติดหน้าแรก Google ได้ เพราะแก่นของทุกบทความ SEO คุณต้องเขียนให้มันมีคุณค่ากับคนอ่านด้วยนั้นเอง